บันทึกการเดินทาง – JapanFirstTime Part.4 : Miss!!!

บันทึกการเดินทางของเรามาถึงการเดินทางเข้าเมืองด้วยรถไฟ Keisei Skyliner เพื่อเก็บกระเป๋าที่โรงแรมและเดินทางไป Shinjuku เพื่อนั่งรถบัสไปฟูจิครับ

Nippori! Nippori!!

002.jpg
ป้ายสถานี Nippori (ภาพจาก Internet)

การรับตั๋วรถไฟ Skyliner นั้นสามารถรับได้ภายใน Terminal โดยใช้ตั๋วที่ซื้อมาจากไทยพร้อมยื่นพร้อมกับ Passport เราจะได้รับการ์ดเพื่อเข้าสู่ชานชาลา และเนื่องจากกลุ่มของเราทยอยแบ่งกันไปรับตั๋วทำให้ได้ที่นั่งแยกกันคนละตู้ บางกลุ่มตู้ 1 ตู้ 3 ตู้ 7-8 ส่วนตัวผมอยู่ตู้ 7 ครับ เราได้รถรอบ 9.17 น. รถมาตรงเวลาและคาดกว่าจะถึง Ueno เวลา 9.59 น. ครับ

การเดินทางด้วยรถไฟ Skyliner ก็ราบรื่นและรวดเร็วดีครับ บางคนถ่ายรูป บางคนกินขนม บางคนหลับ ไม่นานวิวข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนจากชนบทเป็นชุมชมเมืองและตึกสูง

Nippori! Nippori!

แม้จะเป็นรถด่วนสายตรงแต่ก่อนจะถึงสถานีปลายทาง Ueno รถไฟ Skyliner จะจอดที่อีกสถานีคือ Nippori (ห่างจากสถานี Ueno ราว 3 นาที) โดยมีเสียงจากระบบแจ้งว่าถึงสถานีเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า Nippori! Nippori!

ลงผิดอ่ะ…ลงมาแล้ว…

ข้อความจากสมาชิกของเราเด้งขึ้นมาในไลน์กลุ่มเพียงเสี้ยววินาทีหลังรถไฟปิดประตูและเคลื่อนออกจากสถานี Nippori

ปรากฏว่ามีพวกเราในตู้ 3 ลงผิดสถานีครับ แล้วเป็นการลงผิดแบบไม่สมบูรณ์ด้วยคือมี 6 คนลงไปที่ชานชาลา ส่วนอีก 4 คนอยู่บนรถไม่ทันลงแต่ประตูปิดเสียก่อน

การสื่อสารในไลน์จึงเกิดขึ้นเป็นการให้คำแนะนำว่าจะตามมาถึงปลายทางได้อย่างไร มีการหาเส้นทางจากใน app ส่งให้

โชคดีครับที่หลังจากนั้นมีรถของ Keisei Line ตามมาอีกคันทำให้ทั้ง 6 คนสามารถตามมาที่ Ueno ในอีกไม่กี่นาทีให้หลัง งานนี้ทำเอาทุกคนจำชื่อสถานี Nippori กันได้แม่น

11.45!!!

หลังจากรวบรวมสมาชิกครบ 27 คน เราทยอยเดินพร้อมลากกระเป๋ากันมาที่โรงแรม Sotetsu Fresa Inn Ueno-Okachimachi ซึ่งเป็นที่พักของเราตลอด 3 คืน ใช้เวลาเดินประมาณ 4-5 นาทีครับ เมื่อมาถึงก็ฝากกระเป๋าแล้วเตรียมตัวออกเดินทางเพื่อไปสถานีรถบัสที่ Shinjuku ครับ

ด้วยโรงแรมอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินและบัตร Metro Pass ที่เตรียมมาทำให้การเดินทางสะดวก เราเดินทางมาถึง Shinjuku ทันเวลา แม้ว่าจะต้องเดินหา Exit จากใต้ดินรวมถึงหาอาคารที่ตั้งของ Expressway Bus Terminal อยู่สักครู่ แต่เราก็มาถึงจุดขึ้นรถ เหลือเวลาเข้าห้องน้ำและซื้อของกินได้เล็กน้อยก่อนถึงเวลารถออก 11.45 น.

20180804_224728

แต่ยังจำเพื่อนของเราอีก 5 คนที่แยกไปตอนสนามบินได้ไหมครับ ปรากฏว่าเมื่อใกล้ถึงเวลารถบัสออก เราก็ยังไม่เจอ สุดท้ายมาไม่ทันเวลารถออกครับ!!! พอถึง 11.45 น. คนขับปิดประตูแล้วออกรถทันที สาเหตุที่มาไม่ทัน เพราะสมาชิกของเราที่บินเดี่ยวมากับอีกสายการบินหนึ่งนั้นเจอ Delay ครับ

ที่น่าเจ็บใจคือพอรถบัสขับลงมาจากจุดจอดรถชั้น 4 ออกจากอาคารแล้วมาติดไฟแดง เราเห็นเพื่อนของเรากำลังรีบเดินอยู่พอดี แหม…พลาดไปนิดเดียว

สุดท้ายเพื่อนเราต้องนั่งรถไฟตามไปครับเพราะว่ารถบัสรอบถัดๆไปก็เต็มหมดเหมือนกัน

Note : รถบัสที่เรานั่งไปฟูจิมีการกำหนดที่นั่ง โดยมีบางที่นั่งจะระบุเป็น women seat ครับ นั่งได้เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ประมาณ 8 ที่นั่งในแต่ละคันครับ

ไว้เราพบกันตอนถัดไปครับ

บันทึกการเดินทาง – JapanFirstTime Part.3 : แข่งกับเวลา

20180727_060734

มาติดตามทริปญี่ปุ่นไม่ง้อทัวร์ของเรากันต่อครับ วันนี้พูดถึงการเดินทางวันแรก

พบกันที่สนามบิน

เรานัดพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิเวลา 21.30 น. ณ จุดนี้มีสมาชิกทั้งสิ้น 31 คน เพราะอีกคนเพิ่งมาจองภายหลัง จำเป็นต้องนั่งอีกสายการบินหนึ่งไปพบกันที่สนามบินนาริตะ และถึงแม้จะเป็นวันพฤหัสบดีซึ่งทุกคนต้องทำงานเลิกห้าโมงและเป็นวันก่อนวันหยุดยาว แต่งานนี้ทุกคนก็มาถึงก่อนเวลานัด สามารถ check in และผ่านกระบวนการของ ตม. อย่างราบรื่น

note : 1)การผ่านจุดตรวจค้นขาออกของสนามบินสุวรรณภูมิ เราต้องถอดรองเท้าด้วยครับ 2)ใบตรวจคนเข้าเมืองใบเล็กๆสีขาวไม่ต้องเขียนแล้วครับ และกระบวนการต่างๆก็ทำผ่านเครื่องอัตโนมัติ ใช้เวลาไม่นานครับ

ซักซ้อมทำความเข้าใจ

ด้วยงานนี้เราไม่ได้ไปกับทัวร์ดังนั้นจึงไม่มีคนที่จะมาคอยอำนวยความสะดวกหรือนัดหมายให้กับเรา เราจึงต้องซักซ้อมความเข้าใจกันก่อนครับ

มีความท้าทายหลายจุดที่เราต้องเผชิญครับ เป้าหมายสำคัญที่สุดคือเราไม่อยากตกรถบัสไปฟูจิรอบเวลา 11.45 น. เพราะเราจองเวลาและที่นั่งไปจากไทยเรียบร้อยแล้ว และการซื้อใหม่สำหรับ 32 คนก็ไม่ง่ายเช่นกัน เราจึงพลาดไม่ได้

ก่อนอื่นต้องภาวนาให้เครื่องไม่ดีเลย์ครับ ตามเวลาคือ 7.45 น. เราเผื่อเวลาให้กระบวนการ ตม. และรับกระเป๋าราวชั่วโมงครึ่ง และเล็งจะขึ้นรถไฟ Skyliner รอบ 9.27 น. (ดูเวลาไปจากไทย) ใช้เวลา 39 นาที เพื่อไปถึงสถานี Ueno และเดินไปที่พักอีกราว 500 เมตร ก่อนฝากกระเป๋าให้เรียบร้อยภายใน 10.30 น. จากนั้นเดินทางลงรถไฟใต้ดินไปที่สถานี Shinjuku เพื่อขึ้นรถบัส ตามแผนเราจะเหลือเวลาก่อนรถบัสออกประมาณ 30 นาทีจะได้ซื้อของกินกัน จะสังเกตว่าทุกลำดับโปรแกรมมีเวลาจำกัดไว้ทั้งสิ้น ก่อนขึ้นเครื่องเราจึงนัดกันหน้า gate เพื่อนัดหมาย และนี่คือข้อความบางส่วนครับ

  • เขียนใบ ตม. และศุลกากรของญี่ปุ่นให้ถูกต้อง เรียบร้อย (https://chillchilljapan.com/fill-japan-immigration-form/)
  • เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนเครื่องลง
  • ลงแล้วอย่าเพิ่งแวะเข้าห้องน้ำ รีบไปผ่าน ตม.ก่อน
  • ไปเข้าห้องน้ำช่วงรอกระเป๋า
  • จัดทีมบางส่วนช่วยรับกระเป๋าจากสายพาน (มีการเตรียมริบบิ้นให้ผูกไว้เพื่อใช้เป็นจุดสังเกตสำหรับกระเป๋ากลุ่มเรา)
  • รวบรวม passport และเอกสารเพื่อรับตั๋วรถไฟ
  • พร้อมกันที่ชานชาลารถไฟเข้าเมืองภายใน 9.27 น.

JAL718 BKK-NRT 23.30-7.45

20180727_040008.jpg
อาหารบนเครื่องขาไปเป็นข้าวต้มและอื่นๆ เสิร์ฟก่อนเครื่องลงประมาณ 2ชม.ครึ่งครับ

เราออกเดินทางตรงเวลาครับ การเดินทางเป็นไปด้วยความราบรื่น การบริการดีเป็นไปตามมาตรฐาน ถึงที่หมายตรงเวลา ทุกคนปฏิบัติตัวตามที่ได้นัดหมายกันไว้ การผ่าน ตม. และรับกระเป๋าก็ผ่านไปได้ด้วยดี ทุกคนได้พักเข้าห้องน้ำ แปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า และไปรับตั๋วรถไฟพร้อมที่จะเข้าเมือง สุดท้ายเราได้นั่งรถไฟ Skyliner รอบ 9.17 น. ครับ เร็วกว่าเวลาที่ดูมาครับ

ณ จุดนี้เราแยกกันเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่ง 27 คนจะนั่งรถไฟเข้าเมืองไปฝากกระเป๋าที่โรงแรม อีกกลุ่มหนึ่ง 4 คนจะรอสมทบกับอีก 1 คนที่ตามมาแล้วไปพบกันที่สถานีรถบัส ไม่ต้องเก็บกระเป๋าเพราะจะไปพักที่ฟูจิ 1 คืน

ทุกอย่างดูราบรื่นเป็นไปตามแผนในการแข่งกับเวลา เราเริ่มเดินทางเข้าโตเกียวกันแล้ว แต่ยังมีเรื่องตื่นเต้นรออยู่ ตอนหน้ามาต่อครับ

บันทึกการเดินทาง – JapanFirstTime Part.2 : วางแผนการเดินทาง

FB_IMG_1533263837418.jpg

ตอนนี้พูดเรื่องการเดินทางไปญี่ปุ่นวันแรกที่เราวางแผนจะไปฟูจิพร้อมกันทั้ง 32 คนครับ

สายการบิน

หลังจากเราตัดสินใจแล้วว่าจะไปญี่ปุ่น เราก็เริ่มดำเนินการจองตั๋วเครื่องบินก่อน โดยเราจองล่วงหน้ากันตั้งแต่เดือนมกราคม เลือกเดินทางด้วยสายการบิน Japan Airline (JAL) ซึ่งเวลาเดินทางค่อนข้างลงตัว เที่ยวบินออกจากสุวรรณภูมิเวลา 23.30 น. และถึงที่สนามบินนาริตะเวลา 7.45 น. ในที่นี้เราได้เลือกที่นั่งไว้ก่อน และสามารถโหลดกระเป๋าได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 23 กก.

1533141615871
เที่ยวบินขาเข้าญี่ปุ่น เลือกที่นั่งฝั่งซ้ายจะเห็นภูเขาไฟฟูจิขึ้นมาทักทาย

รถไฟด่วน Keisei Skyliner และ Tokyo Metro Pass 72 hours

สำหรับการเดินทางจากสนามบินสู่เมือง เราจองตั๋วรถไฟสายด่วย Keisei Skyliner วิ่งตรงจากสนามบินเข้ามาที่สถานี Ueno ใช้เวลา 39 นาที (รูปประกอบจาก www.keisei.co.jp)

นอกจากจะจองตั๋วรถไฟเข้าเมืองแล้ว ด้วยโปรแกรมเที่ยวส่วนใหญ่ของเราจะอยู่ในโตเกียว ดังนั้นเราจึงซื้อ Pass ของ Tokyo Metro อายุ 72 ชม. ไว้สำหรับเดินทางเข้าออกรถไฟใต้ดินไม่จำกัดจำนวนครั้ง ตั๋วทั้งหมดจองไปจากไทยและไปรับตั๋วที่เคาเตอร์ในสนามบินครับ

1533231114947.jpg
หน้าตาของ 72 hours Pass สีเขียวครับ

รถบัสไปฟูจิ Expressway Bus

ด้วยจำนวนสมาชิกที่มากถึง 32 คนทำให้การไปซื้อตั๋วข้างหน้าน่าจะสร้างความสับสนและใช้เวลามาก ดังนั้นเราจึงต้องจองตั๋วรถและเวลาเดินทางไปจากไทยเช่นกัน โดยรถบัสสายนี้เราขึ้นที่ท่ารถตรง Shinjuku (Shinjuku Expressway Bus Terminal) เวลา 11.45 น. และจะไปถึงสถานีที่ Kawagichiko เวลา 13.37 น.

การจองดูจะเรียบร้อยและราบรื่น แต่ถึงเวลาจริงแล้วเราต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเวลาและกระบวนการต่างๆ จนถึงขั้นต้องมีการซักซ้อมทำความเข้าใจร่วมกัน เดี๋ยวตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อครับ

 

บันทึกการเดินทาง – JapanFirstTime Part.1 : 32คนไม่ง้อทัวร์

1533141615871.jpg

เมื่อวันที่ 27-30 ก.ค. ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น มีเรื่องราวอยากจะมาเล่าสู่กันฟังครับ

ที่มาที่ไป

ทีมของพวกเราที่บริษัทอยากจะจัดทริปไปเที่ยวญี่ปุ่นกันอยู่แล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดทำให้เราไม่สามารถที่จะออกเดินทางกันยาวๆได้ทำให้ทริปอื่นๆก่อนหน้านี้จึงจัดได้แค่สามวัน ดังนั้นในโอกาสที่มีวันหยุดต่อเนื่องสี่วันทริปนี้จึงเกิดขึ้นได้สมใจ การวางแผนจึงได้เริ่มต้นขึ้น…

32คนไม่ง้อทัวร์

ความสนุกอย่างหนึ่งของเที่ยวนี้คือเรามีสมาชิกเดินทางกันถึง 32 คน ซึ่งสมาชิกส่วนมากรวมถึงตัวผมด้วยเพิ่งเคยไปญี่ปุ่นกันครั้งแรกทั้งสิ้น มีเพียง 7-8 คนที่เคยได้มีประสบการณ์ท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว

ด้วยจำนวนคนที่เยอะ เวลาไปเที่ยวไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศเรามักจะใช้บริการของทัวร์เพราะให้ความสะดวกทั้งเรื่องการเดินทาง การจองที่พัก-ร้านอาหาร แต่การไปญี่ปุ่นนั้นหากใช้ทัวร์จะทำให้มีราคาสูง เราจึงตัดสินใจที่จะจองเองทั้งหมดทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก การเดินทางทั้งรถไฟเข้าเมือง รถไฟใต้ดิน รถบัส (สำหรับ32คน) และตั๋วเข้าสวนสนุก (สำหรับบางคน) ทั้งนี้ต้องขอบคุณน้องในทีมคนหนึ่งที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการดำเนินการ (จนมีฝีมือขนาดน่าจะทำทัวร์ได้ 555) รวมถึงพี่น้องท่านอื่นๆที่ช่วยกันวางแผนช่วยกันจองและจัดโปรแกรม

โปรแกรม

เราวางแผนเที่ยวในโตเกียวและใกล้ๆครับ โดยเราวางแผนที่จะเดินทางพร้อมกัน เที่ยวด้วยกันในวันแรก จากนั้นจึงเป็นโปรแกรมอิสระอีก 3 วันก่อนจะเดินทางกลับพร้อมกัน ทำให้ก่อนเดินทางเรามีแผนท่องเที่ยวให้สมาชิกในทีมเลือกถึง 4 แผน ในส่วนของแผนที่ผมเลือกนั้นเป็นดังนี้ครับ

26 ก.ค. (กลางคืน) เดินทางจากสุวรรณภูมิ กรุงเทพ-โตเกียว (นาริตะ)

27 ก.ค. ถึงสนามบินนาริตะ-นั่งรถไฟเข้าเมือง-ฝากกระเป๋าที่โรงแรมย่าน Ueno-ลงรถไฟใต้ดินไป Shinjukuเพื่อขึ้นรถบัสไปฟูจิ-เที่ยวฟูจิ-เดินทางกลับ-แยกย้ายกินอาหารย่าน Shinjuku

28 ก.ค. เที่ยวในโตเกียว Asakusa-Harajuku-Takeshita Street-Shibuya-Akihabara-Ueno

29 ก.ค. เที่ยว Tokyo Disnysea เต็มวัน

30 ก.ค. Check out-ฝากกระเป๋า-ซื้อของย่าน Ueno-พบกันที่โรงแรมอีกครั้งและเดินทางไปสนามบิน-เดินทางกลับ

ถึงแม้จะไปน้อยวันแต่ก็ถือว่าได้เที่ยวเต็มที่มากๆและยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจและเรื่องสนุกๆหลายอย่าง ตอนหน้าจะเล่าให้ฟังอีกครั้ง

 

ผิดคาด

pexels-photo-374918.jpeg

คิดว่าเยอรมันจะเข้ารอบ…แต่ก็ตก (บอลโลก2018)

คิดว่ารถจะติด…แต่ก็ไม่ติด

คิดว่าฝนจะตก…แต่ก็ไม่ตก

คิดว่าจะไปสาย…แต่ก็ไม่สาย

คิดว่าจะทำงานไม่เสร็จ…แต่ก็เสร็จ

คิดว่ายอด(ขาย)จะไม่ดี…แต่ก็พอมี

ในเมื่อผิดคาดกันได้…

คิดว่ายาก…ก็อาจทำได้

คิดว่าหาไม่พบ…ก็อาจจะพบ

คิดว่าไม่สำเร็จ…ก็อาจจะสำเร็จ

ได้เหมือนกัน…

บทเรียนการตั้ง(เขียน)เป้าหมายในชีวิต

arm-1284248_1280.jpg

คนวัยหนุ่มสาวหลังจากเรียนจบเริ่มต้นทำงานก็มีแนวทางคล้ายๆกัน

ทำงาน ใช้จ่าย เพิ่มรายได้ พยายามจะตั้งตัว มีกิจการ ลงทุน สร้างความมั่งคั่ง ฯลฯ

กระบวนการที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การตั้งเป้าหมาย กล่าวเจาะจงกว่านั้นคือการเขียนเป้าหมายลงเป็นลายลักษณ์อักษร

ถ้ามีการเขียนเป้าหมาย ผลลัพธ์ออกได้ 2 แบบ

1)บรรลุได้ตามเป้าหมาย

2)ไม่บรรลุตามเป้าหมาย

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่รู้กันดีอยู่แล้ว แต่จุดที่จะชี้ให้เห็นในวันนี้คือถ้าไม่มีการเขียนเป้าหมาย สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นได้คือ

มีโอกาสแล้วแต่ไม่บรรลุเป้าหมาย

ยกตัวอย่างเช่น เราอาจคิดๆเอาไว้ว่าจะมีธุรกิจของตัวเอง ซึ่งก็ไม่ได้เขียนเอาไว้ว่าจะเริ่มตอนอายุเท่าไรและใช้ทุนเท่าไร ก็ทำงานๆเก็บเงินไปก่อนซึ่งคิดว่าต้องใช้เวลาหลายปี

ปรากฎว่ามีปีหนึ่งขณะทำงานเก็บเงินอยู่นั้นได้โบนัสก้อนใหญ่มากๆ ซึ่งจริงๆอาจใช้เริ่มต้นธุรกิจได้ แต่พอดีไม่ได้เขียนเป้าหมายอย่างเจาะจงเอาไว้ เงินโบนัสก็อาจจะถูกนำไปทำอย่างอื่น

เช่น เที่ยวต่างประเทศ ลงทุนในหุ้นเก็งกำไร แต่งรถ ฯลฯ แล้วเมื่อเวลาผ่านไปก็พบว่าเสียโอกาสการเริ่มต้นธุรกิจไปแล้ว

ซึ่งถ้าลองไปถามหลายๆคนจะมีประสบการณ์เสียดายๆเหล่านี้แตกต่างกันออกไป

แต่ถ้าสมมติเราได้เขียนเอาไว้ เมื่อโอกาสมาถึง เราก็จะทำทันที หรือถ้ายังไม่ถึงเป้าหมาย เราก็จะไม่ดันทุรังทำเช่นกัน แถมยังนำมาทบทวนได้อีกด้วย

การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรช่วยให้เรามีโฟกัสและแนวทางปฏิบัติโดยไม่ถูกกระทบจากอารมณ์หรือสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

และพระเจ้าตรัสตอบข้าพเจ้าว่า “จงเขียนนิมิตนั้นลงไป จงเขียนไว้บนแผ่นป้ายให้กระจ่าง เพื่อให้คนที่วิ่งอ่านได้คล่อง เพราะว่านิมิตนั้นยังรอเวลาของมันอยู่ มันกำลังรีบไปถึงความสำเร็จ มันไม่มุสา ถ้าดูช้าไป ก็จงคอยสักหน่อย มันจะบังเกิดขึ้นเป็นแน่ คงไม่ล่าช้านัก
ฮาบากุก 2:2‭-‬3 TH1971

 

พอดี…ไม่มีบังเอิญ

steel-wool-818535_1280.jpg

1)

พอดีว่าสหรัฐฯจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

พอดีว่ามีสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ

พอดีว่ามีเงินไหลออกจากบ้านเรา

หุ้นก็เลยตก

พอดีว่าเราทำงานเกี่ยวกับหุ้น

พอดีว่าการทำงานช่วงนี้ยาก

เราก็เลยเครียด

 

2)

พอดีว่าวันนี้มีพิธีไว้อาลัย (งานศพ) ที่โบสถ์

พอดีว่าพี่ที่เคารพรักและดูแลกันมาอย่างดีมางานด้วย

พอดีว่าฝนตกหนักตอนพิธีเลิก

พอดีว่ายังกลับไม่ได้

พอดีได้นั่งคุยกัน

ก็เลยได้กำลังใจและได้แนวทางในการทำงานมากขึ้น

 

3)

พอดีจอดรถไว้ในสนามหญ้า

พอดีฝนตกน้ำขัง

พอดีว่าวันนี้ไปเตะบอลมา

ก็เลยมีรองเท้าแตะในรถ

พอดี…

ไม่มีบังเอิญ…