Sell in May

1527769386485
ยอดซื้อขายของนักลงทุนใน SET เดือนพฤษภาคม 2561 เครดิต : รูปภาพจากกลุ่มไลน์ @newss

มีโอกาสมาส่งท้ายเดือนพฤษภาคมขอพูดถึงการลงทุนในหุ้น ซึ่งหลายคนอาจเคยได้ยินวลีที่ว่า

Sell in May and go away…

ซึ่งหมายถึงกลยุทธ์ที่แนะนำให้เราขายหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม โดยกลยุทธ์นี้ก็เกิดขึ้นจากการเก็บข้อมูลในตลาดต่างประเทศ ทีนี้ลองดูว่าปีนี้ เกิดขึ้นกับบ้านเราหรือไม่ เราโฟกัสกันที่นักลงทุนต่างชาติครับ

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าต่างชาติขายหนักจริงๆ รวมเดือนนี้ขายหุ้นไทยไปสุทธิกว่า 5หมื่นล้านบาท (จริงๆปีนี้ขายทุกเดือนแต่เดือนนี้ก็หนักที่สุด) และหากพิจารณาเป็นรายวันพบว่ามียอดซื้อสุทธิในรายวันเพียงแค่ 2 วัน

ส่วนดัชนีหุ้น SET บ้านเราเมื่อเจอแรงขายหนักๆก็เกินต้านทาน ปรับลดลงจากสิ้นเดือนเมษายนที่ 1,780.11 เหลือ 1,726.97 หรือร่วงไป 2.99%

เก็บไว้เตือนใจปีหน้า สงสัยต้อง Sell in May and go away บ้างแล้ว…

Downside Risk

bag

เค้าโครงจากเรื่องจริง…

ชายคนหนึ่งจะออกไปทำธุระแต่เช้า ก็เตรียมตัวออกจากบ้านตามปกติ

สวมเสื้อเชิ้ต กางเกงสแลคขายาวสีดำ

ในมือมีกระเป๋าถือสีดำใส่เอกสาร กระเป๋าสตางค์ใส่กระเป๋าหลังด้านขวา

เตรียมเศษเหรียญไว้ 10 บาทสำหรับขึ้นรถเมล์อยู่ในกระเป๋าหน้าด้านขวา

แล้วในกระเป๋าหน้าด้านก็มีลูกอมอีกสองเม็ด

ช่วงที่เขารอรถเมล์นั้นเป็นช่วงตี 5 เล็กน้อย ฟ้ายังไม่สว่าง คนก็ยังไม่มี

ทันใดนั้น!!! มีชายอีกคนหนึ่งขับมอเตอร์ไซด์มาจอดเทียบ

ส่งเสียงขู่พร้อมบอกให้ส่งของมีค่าให้ นี่มันโจรชัดๆ

พูดไม่ทันขาดคำ โจรก็ดึงกระเป๋าถือสีดำจากมือชายคนนั้น

พร้อมๆกับที่เขาหยิบเหรียญ 10 บาทพร้อมลูกอมส่งให้

….โจรไม่ได้สนใจกระเป๋าสตางค์ที่ใส่อยู่ในกระเป๋าหลังเลย

….อาจด้วยกระเป๋าถือสีดำของเขานั้นดูสวยและเป็นทางการ

….โจรเลยได้ไปแค่กระเป๋าและเอกสารในนั้น บวกเงินสิบบาทและลูกอม

++++++++++++++++++++++++

โจรลงทุนเสี่ยงสุดๆ กลับได้ไปแค่เงิน 10 บาทและลูกอม 2 เม็ด

มองเผินๆอาจรู้สึกว่า ก็ไม่ได้เสียอะไร แถมได้ไป 10 บาทด้วย

แต่จริงๆแล้วมีความเสี่ยงสูงมากคือถ้าถูกจับ

โอกาสที่โจรจะได้เงินจากการปล้นครั้งนี้ คือ Upside risk ไม่สูงมาก

เพราะคนมารอขึ้นรถไปธุระจะขนเงินสดมาสักเท่าไร

ในขณะที่ความเสี่ยงของการลงทุนปล้นครั้งนี้ หรือ Downside risk เยอะมาก

คือโดนจับ!!!

เปรียบเทียบแล้วไม่ค่อยคุ้มเท่าไร…

++++++++++++++++++++++++

เหมือนการเก็งกำไรในหุ้นบางกรณี

หุ้นเล็กๆ ไม่มีปัจจัยพื้นฐาน วิ่งฉวัดเฉวียนในตลาด

เข้าไปเก็งกำไรเร็ว ก็อาจจะได้เล็กน้อย Upside risk ไม่เท่าไร

แต่ถ้าพลาดขึ้นมา โอกาสขาดทุน พอร์ตเสียหายมีมาก Downside risk สูง

ตัวอย่างของโจรคนนี้น่าจะสะท้อนความเสี่ยงในการเก็งกำไรในหุ้นได้ครับ

ค่าขนม

boy-clipart-saving-money-18.jpg

สมัยตอนอยู่ ป.6 ผมได้ค่าขนมไปโรงเรียน 20 บาทครับ ผ่านมาแล้ว 17 ปี ตอนนี้ไปดูของหลานซึ่งอยู่ ป.6 เหมือนกัน คุณแม่ของเขาซึ่งเป็นพี่สาวผมให้ค่าขนมไปโรงเรียน 40 บาทครับ

แสดงว่าที่ผ่านมา 17 ปีนี่ค่าขนมเพิ่มขึ้นมา 20 บาทหรือคิดเป็น 200% หรือเพิ่มขึ้นปีละ 4.16% CAGR

+++++++++++++++++

CAGR หรือ Compound Anuual Growth Rate คำนวณมาเพื่อแสดงอัตราการเติบโตของราคาสินทรัพย์ใดๆเพื่อให้ทราบเป็นอัตราแบบ ต่องวด (ในทีนี้คือต่อปี) ช่วยให้แปลงภาพจากผลตอบแทนก้อนๆใหญ่ๆตลอดระยะเวลาที่ลงทุน มาเป็นอัตราเท่าๆกันทุกปี มีประโยชน์สำหรับใช้เปรียบเทียบการลงทุน มีวิธีการคำนวณดังนี้

[(มูลค่าปลายงวด/มูลค่าต้นงวด)^(1/จำนวนปี)]-1

*การยกกำลัง 1 หารด้วยจำนวนปีก็คือสแควร์รูทที่…จำนวนปี นั่นเอง

จากตัวอย่างค่าขนม มูลค่าปลายงวดคือ 40 มูลค่าต้นงวดคือ 20 จำนวนปีคือ 17 ปี

40/20=2, 1/17=0.0588 จะได้ 2^0.0588=1.0416 เอามาลบ 1 ได้ 1.0416-1 = 0.0416 = 4.16% คืออัตราการเติบโตของค่าขนมเท่ากับ 4.16% ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา (อ้าว! มากกว่าเงินเฟ้อหรือเปล่าต้องลดลงเปล่าเนี้ย 555โหดกะเด็ก)

+++++++++++++++++

CAGR ช่วยให้การพิจารณาผลตอบแทนจากการลงทุนเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อมีการลงทุนต่อเนื่องหลายปีหลายงวด ช่วยให้เกิดความ smooth มากขึ้นแม้ผลการลงทุนระหว่างทางจะมีความผันผวนเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงและมีพลิกขาดทุนในบางงวดก็ตาม

หลายคนลงทุน LTF ต้องถือกองทุนไป 7 ปี รู้สึกใจตุ๊มๆต่อมๆบางปีก็กำไรเป็นบวก บางปีก็ลงไปติดลบรู้สึกว่าลงทุนไปจะใช้ได้ไหมเนี่ย ผ่านมา 7 ปี จาก 50,000 ขึ้นมาเป็น 60,000 ก็รู้สึกว่าอะไร ได้แค่หมื่นเดียวเองตั้ง 7 ปี ปรากฏว่าไปคำนวณตามสูตรได้

[(60,000/50,000)^(1/7)]-1 = [1.2^0.1429]-1 = 2.64% ต่อปี ก็ทำให้เห็นภาพรวมของผลการลงทุนได้ อาจจะเอาไปเทียบกับกองทุนอื่น หรือเปรียบเทียบกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เราได้รับ เป็นต้น

หรือจะเอาไปใช้เปรียบเทียบในการที่เราถืออสังหาฯแล้วขาย หรือวัดประสิทธิภาพในการลงทุนของพอร์ตหุ้นก็ได้ครับ

ตัดขาดทุน

business-3066442__480.jpg

ช่วงนี้ตลาดหุ้นบ้านเราดีครับ ส่วนมากเป็นการปรับขึ้นมากกว่าปรับลง แล้วหุ้นหลายตัวก็ขึ้นแรงมาก แต่ขณะเดียวกันในระดับโลกพวกสกุลเงินดิจิตอลกลับปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ลดลงกว่าครึ่งหนึ่งจากจุดสูงสุด

สาเหตุไม่อาจทราบได้แต่ถ้าใครไปลงทุนเอาไว้ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เช่น bitcoin ก็คงขาดทุนหนัก

การขาดทุนไม่เป็นที่พึงประสงค์ของนักลงทุน แต่เมื่อการขาดทุนมาถึงในจุดหนึ่งที่เรียกกันว่า จุดตัดขาดทุน (stoploss) คำแนะนำทางด้านการลงทุนส่วนใหญ่ที่มักจะแนะนำให้ปฏิบัติตาม คือให้เราขายแบบขาดทุนออกไปเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะมากกว่านี้

แต่การทำ stoploss ก็ยากอีก ยากตรงทำใจ ทำให้นักลงทุนส่วนมากปล่อยไว้และเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

วันนี้จึงอยากจะแชร์ให้ระมัดระวัง ไม่ว่าเราจะกำลังลงทุนในหุ้นไทยอยู่ หรือแม้กระทั่งเงินดิจิตอล หรืออื่นๆ หากราคาลดลงแรงๆผิดจากความคาดหมายหรือกลยุทธ์ของเรา เราจำเป็นต้องตัดขาดทุน เพราะหากเรายิ่งปล่อยให้ขาดทุนมากเท่าไร เรายิ่งต้องทำผลตอบแทนให้มากขึ้น เพื่อให้พอร์ตกลับมาที่เดิม

และนี่คือผลตอบแทนที่ต้องการเพื่อทำให้เงินต้นกลับไปที่เดิม

CapitalProtection1

รูปจาก : https://www.biznews.com

หากเราขาดทุน 10% เราต้องทำผลตอบแทน 11% เพื่อพอร์ตกลับไปเท่าเดิม ถ้าขาดทุนที่ 40% ต้องทำผลตอบแทนถึง 67% และหากปล่อยให้การลงทุนขาดทุนถึงระดับ 50% ต้องลงทุนให้ได้กำไร 100% เลยทีเดียว!!!

ฝากไว้เป็นแนวทางสำหรับการลงทุนครับ…

TGIF!!! วันศุกร์ กับ อัตราผลตอบแทน

concept-1868728__480.jpg

วันนี้ขอแชร์งานเขียนเก่าที่เคยเขียนตอนทำเพจ

เกี่ยวกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นในวันศุกร์ครับ

 

TGIF!!! วันศุกร์ กับ อัตราผลตอบแทน

สวัสดีวันศุกร์วันส่งท้ายสัปดาห์ของตลาดหุ้นครับ ได้ยินกันบ่อยๆเวลาตลาดหุ้นเปิดล่วงเลยมาจนถึงวันศุกร์โดยเฉพาะช่วงบ่ายๆ ที่ว่า “วันนี้ตลาดน่าจะลง เพราะคนขายหนีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์” “ขายก่อนดีกว่าระวังวันหยุดเหตุการณ์ไม่แน่นอน” “วันศุกร์ไม่มีใครซื้อหุ้นหรอก” ฯลฯ เกิดสงสัยขึ้นมาว่าจริงๆแล้วมันเป็นอย่างนั้นรึเปล่าก็เลยไปหาข้อมูลมาแล้วก็พบข้อมูลของตลาดบ้านเราซะด้วย วันนี้เลยเอามาแบ่งปันครับ

งานวิจัยในปี 2559 โดย ศ.ดร.อัญญา ขันธวิทย์ และ ผศ.อบรม เชาวน์เลิศ แห่งคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง “การทวนสอบเหตุการณ์วันของสัปดาห์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ได้ทำการศึกษาเหตุการณ์ที่เรียกว่า day-of-the-week (DoW) effect ว่าวันแต่ละวันในสัปดาห์ (จันทร์-ศุกร์) ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนในวันใดอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่

http://www.tbs.tu.ac.th/wp-content/uploads/2016/12/Dec-2016-Obrom.pdf

ผลปรากฏว่าอัตราผลตอบแทนมีนัยสำคัญจริงๆในวันศุกร์ แต่ว่าเป็นผลตอบแทนด้านบวก!!! แสดงว่าที่พูดกันว่าตลาดวันศุกร์จะหงอยจะลงนั้นอาจจะไม่ได้เป็นจริง การศึกษานี้ใช้ข้อมูลช่วงปี 2545-2558 ก็เป็นปัจจุบันและยาวนานพอสมควร ในขณะเดียวกันการศึกษายังพบว่าผลตอบแทนของตลาดมีนัยสำคัญในวันจันทร์ด้วย แต่ผลตอบแทนเป็นลบ

งานวิจัยยังทำการศึกษาลึกลงไปถึงคำอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นก็ได้ข้อสรุปที่ว่า ที่ผลตอบแทนของตลาดเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญในวันศุกร์เกิดจากคำสั่งซื้อจำนวนมากที่มาจากนักลงทุนกลุ่มสถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างประเทศ ช่วยผลักดันให้ราคาสูงขึ้นและมีผลตอบแทนในวันศุกร์เป็นบวก ส่วนคนที่ขายคือนักลงทุนรายย่อยในประเทศและบริษัทหลักทรัพย์ (Prop. Trade) แต่แรงขายยังสู้แรงซื้อไม่ได้สุดท้ายผลตอบแทนเลยออกมาเป็นบวก ส่วนวันจันทร์ที่เป็นลบก็เพราะเจอแรงขายของทั้งนักลงทุนกลุ่มสถาบันในประเทศ นักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนรายย่อยในประเทศ (รุมขาย)

สรุปสิ่งที่น่าสนใจในงานวิจัยนี้ครับ

***อัตราผลตอบแทนตลาดหุ้นเป็นบวกในวันศุกร์ เกิดจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันและต่างชาติ

***เหตุการณ์ DoW ที่เกิดในวันศุกร์เกิดเฉพาะกับหุ้นใน SET เท่านั้น ไม่เกิดกับหุ้นใน MAI (ก็สอดคล้องกับแรงซื้อที่ว่าเป็นของสถาบันและต่างชาตินะ เพราะว่าสัดส่วนของวอลุ่มการซื้อขายในช่วงที่ศึกษา ของ MAI เป็นรายย่อยเล่นกันเกือบ 96% คือ MAI นี่รายย่อยเล่นล้วนๆ)

***เคยมีสมมติฐานว่าที่มีแรงซื้อหุ้นในวันศุกร์มากๆเนี่ยเพราะว่ามันได้ตัดเงินช้ากว่าปกติรึเปล่า ผลการศึกษาก็พบว่าไม่ใช่ เพราะไม่งั้นต้องเกิดผลตอบแทนเป็นบวกด้วยกับ MAI แต่ในกรณีนี้เกิดขึ้นกับหุ้นใน SET เท่านั้น

***ในเชิงจิตวิทยาก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าวันศุกร์นักลงทุนมีความสุขแฮปปี้ ส่วนวันจันทร์รู้สึกเซ็งๆก็เลยส่งผลต่อผลตอบแทนของตลาดหุ้นรึเปล่า ก็อธิบายได้เหมือนกันคือถ้าเป็นก็ต้องเป็นทั้งตลาด แต่ในกรณีนี้หุ้น MAI ไม่เกิด

***เนื่องจากตลาดบ้านเราเดี๋ยวนี้มี SBL (ยืมหุ้นมาขาย Short) อีกแนวทางหนึ่งจึงมองว่าคนที่เล่น SBL อาจจะไม่อยากถือสถานะข้ามสัปดาห์รึเปล่า ทำให้ต้องซื้อหุ้น cover สถานะ ทำให้วันศุกร์มีผลตอบแทนเป็นบวก ผลปรากฏว่าพอลองคำนวณเฉพาะหุ้นที่เล่น SBL ได้ ผลตอบแทนวันศุกร์ก็ยังเป็นบวกอยู่ดี

***อีกประเด็นที่มีการศึกษาไว้คือนักลงทุนสถาบันและต่างชาติเป็นนักลงทุนรายใหญ่ มักจะได้รับข้อมูลก่อนนักลงทุนอื่นๆ และเพราะว่าคำแนะนำต่างๆมักจะออกในวันศุกร์ (แต่พวกนี้เขาได้รับคำแนะนำไปก่อนแล้ว เช่น พฤหัสบดี) ดังนั้นนักลงทุนเหล่านี้ก็รู้ก่อนแล้วก็ซื้อก่อน ส่งผลให้มีแรงซื้อและผลตอบแทนเป็นบวกในวันศุกร์

***อัตราผลตอบแทนตลาดหุ้นเป็นลบในวันจันทร์ เกิดจากแรงขายของนักลงทุนสถาบัน ต่างชาติและรายย่อย

***ในช่วงเวลาที่ศึกษา วอลุ่มตลาดวันจันทร์มักจะน้อย ดังนั้นพอเจอแรงขายของนักลงทุนเหล่านี้ ถึงแม้ขายไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับวันอื่น ผลตอบแทนก็เป็นลบได้

***สาเหตุที่นักลงทุนสถาบันหรือต่างชาติมีแรงขายในวันจันทร์ มีคนศึกษาไว้น่าสนใจสองประเด็น 1)นักลงทุนกลุ่มนี้ไม่กล้าทำสถานะซื้อในวันจันทร์เพราะกลัวโดนคนที่รู้ข้อมูลต่างๆ (informed traders) ในวันเสาร์-อาทิตย์มาขายใส่ 2)อีกกรณีหนึ่งคือวันจันทร์ยังวางแผนกลยุทธ์กันอยู่ (Strategic planning day)

สรุป : งานวิจัยที่เอามาแบ่งปันวันนี้บ่งบอกว่าตลาดวันศุกร์ที่เรามองว่าหงอยเหงาหรือว่ามีความเสี่ยงที่จะเจอแรงขาย จริงๆแล้วกลับมีผลตอบแทนรายวันเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลนี้น่าจะช่วยในการพิจารณาสำหรับ Day traders หรือนักเก็งกำไรหุ้นที่เล่นสั้นในวันได้ครับ

ซื้อของแพง

homepro.jpg

สมมติว่าเราไปหาซื้อสำลี มี 3-4 ยี่ห้อวางๆอยู่ ไม่รู้เลยเลือกไม่เป็นซื้ออันไหนน่าจะมีลุ้นคุณภาพดีสุด…

ซื้ออันที่แพงสุด

สมมติว่าเราไปหาซื้อลูกบิดประตู สินค้าวางอยู่เพียบแล้วหน้าตาก็เหมือนๆกัน ดูวัสดุอะไรภายนอกก็ไม่รู้เรื่อง จะซื้ออันไหนน่าจะใช้ดีใช้ทนสุด…

อันที่แพงก็น่าจะดูดีที่สุด

เอาของมีราคาขึ้นมาหน่อย นาฬิกาข้อมือ มีราคาตั้งแต่หลักพันถึงหลักล้าน เราไม่ได้ศึกษาไม่มีความรู้…

อันที่แพงก็น่าจะดูดีที่สุด มันน่าจะมีอะไร

และใกล้ตัวสุดมือถือ สมมติไม่เคยรู้เรื่องมือถือมาก่อน สเปคอะไรก็ไม่รู้เลย เห็นไอโฟนมาเครื่องละหลายหมื่น…

ก็ต้องคิดว่าที่มันแพงเพราะมันต้องมีอะไรดีๆ

++++++++++++++++++++++++

ขอวกเข้าเรื่องหุ้นสักหน่อยเพราะวันนี้ดัชนี SET ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลอีกครั้งเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน โดยสามารถทะลุหลัก 1,800 ขึ้นไปสูงสุดที่ 1,803.93 จุด ก่อนปิดตลาดไปที่ 1,795.45 จุด

เปิดตลาดมา 3 วันดัชนีบวกกระจาย จากปิดสิ้นปี 1,753.71 มาตรงนี้เท่ากับบวกมา 42 จุด 2.38%

หุ้นที่ขึ้นแรงๆเด่นๆ เช่น AOT +5.88% นี่ปีที่แล้วนี่ขึ้นมา 71.07% แล้วนะครับ
GULF +5.77% ปีก่อนบวกมาแล้ว 44.44%
AMATA +5.77% เหมือนกัน ปีก่อน +126%
หรือ KBANK +3.88% ปีก่อนก็วิ่งมาแล้วกว่า 30%

ตอนนี้ตลาดหุ้นปัจจัยหนุนเพียบหาปัจจัยลบไม่เจอ ทุกคนอยากซื้อหุ้นแต่ไม่รู้ว่าจะซื้อตัวไหนดี ดังนั้นหุ้นที่แพงแล้ว ก็ยังมีโอกาสแพงอีกได้ เพราะเมื่อมองในมุมเฉพาะด้านราคา หุ้นที่ราคาแพง (คือขึ้นมาแล้ว) ที่มันแพง ก็เพราะว่ามันน่าจะต้องมีอะไรดีๆ (ไม่นับรวมถึงเรื่องปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยทางเทคนิคหรือเรื่องของ demand/supply อีกนะ) คือไม่รู้ล่ะข้อมูลอาจจะไม่รู้แน่ชัดแต่ซัดไว้ก่อน (แต่จริงๆพวกกองทุน/ต่างชาติก็คงมีข้อมูลอยู่แล้วล่ะครับ)

ดังนั้นจึงขอตั้งข้อสังเกตที่ว่าช่วงนี้เราเห็นหุ้นแพง ก็แพงขึ้นไปอีก ส่วนหุ้นไหนที่นิ่งๆไม่ขยับยังไงก็ยังไม่ขยับอย่างนั้น…

…น่าจะช่วยให้เห็นภาพตลาดหุ้นตอนนี้มากขึ้นครับ

การเดินทางของ SET

SET
กราฟจาก E-Finance

แหมจะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ วันนี้ (4ม.ค.2561) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ : SET ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลที่ 1,791.02 จุด ทุบสถิติ 1,789.16 จุดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี2537 (ก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง)

เห็นดัชนีเพิ่งมาแซงกันได้แบบนี้ไม่ใช่ว่าจะมากันง่ายๆเพราะหลังจากทำสถิติตอนปี2537 ดัชนีมีลงไปถึง 204.59 จุดแทบไม่เหลืออะไรตอนปี2541 (เพราะวิกฤตต้มยำกุ้งนั่นแหละ) วันนี้ก็เลยอยากมาย้อนหลังดูว่า SET ของเรากว่าจะผ่านแต่ละหลักของดัชนีใช้เวลาเท่าไรบ้าง เริ่มต้นจากช่วงที่ลงไปต่ำสุดตอนวิกฤตซับไพร์ม ปี2551 ครับ

  • เดือน พ.ย.51 ดัชนีลงไปต่ำสุดที่ 380.05 และวนเวียนอยู่ระหว่างหลัก 300-400
  • พ.ค.52 ดัชนีผ่านหลัก 500 (ใช้เวลา 6 เดือน)
  • มิ.ย.52 ดัชนีผ่านหลัก 600 (ใช้เวลา 1 เดือน)
  • ก.ย.52 ดัชนีผ่านหลัก 700 (ใช้เวลา 3 เดือน)
  • เม.ย.53 ดัชนีผ่านหลัก 800 (ใช้เวลา 7 เดือน)
  • ส.ค.53 ดัชนีผ่านหลัก 900 (ใช้เวลา 4 เดือน)
  • ต.ค.53 ดัชนีผ่านหลัก 1,000 (ใช้เวลา 2 เดือน)
  • เม.ย.54 ดัชนีผ่านหลัก 1,100 (ใช้เวลา 6 เดือน)
  • มี.ค.55 ดัชนีผ่านหลัก 1,200 (ใช้เวลา 11 เดือน)
  • ก.ย.55 ดัชนีผ่านหลัก 1,300 (ใช้เวลา 6 เดือน)
  • ธ.ค.55 ดัชนีผ่านหลัก 1,400 (ใช้เวลา 3 เดือน)
  • ก.พ.56 ดัชนีผ่านหลัก 1,500 (ใช้เวลา 2 เดือน)
  • มี.ค.56 ดัชนีผ่านหลัก 1,600 (ใช้เวลาแค่ 1 เดือน) แล้วทัวร์ก็เริ่มตรงนี้ครับ
  • พ.ค.56 ดัชนีขึ้นไปทำจุดสูงสุด 1,649.77 จุด แล้วก็วนๆเวียนๆ ลงไปต่ำสุดถึง 1,205.44 จุด และขึ้นชนแถว 1,600 อีกหลายครั้ง
  • จนมาถึงเดือน ส.ค.60 ดัชนีทำจุดสูงสุด 1,626.22 แล้วหลังจากนั้นไม่หลุดให้เห็นหลัก 1,500 อีกเลย
  • ต.ค.60 ดัชนีผ่านหลัก 1,700 (ใช้เวลา 56 เดือนจากที่ผ่านหลัก 1,600 ครั้งแรกเมื่อปี มี.ค.56)
  • ล่าสุดดัชนี 1,791.02 ไม่ทันไรก็จะ 1,800 แล้วซึ่งถ้าถึงก็เท่ากับใช้เวลาแค่ 3 เดือนผ่านจากหลัก 1,700 มาหลัก 1,800

ข้อสังเกต ถ้าเราลองเฉลี่ยดูว่า SET จะวิ่งจากหลักหนึ่งไปอีกหลักหนึ่งต้องใช้เวลากี่เดือน ก็ปรากฏว่าถ้าเราใช้ข้อมูลทั้งหมดซึ่งรวมช่วงทัวร์ 56 เดือนไปด้วยจะได้ค่าเฉลี่ยที่ 8 เดือนครับ แต่ถ้าตัด 56 เดือนนี้ออกไปจะพบว่าการวิ่งผ่านหลัก 100 จุดนี้ใช้เวลาเฉลี่ย 4 เดือนครับ

อ่านกันเพลินๆนะครับ ไม่ได้ชี้นำหรือใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงการลงทุนแต่อย่างใดครับ