VIX Index คืออะไร?

จากสถิติย้อนหลัง 3 ปีพบว่าตลาดหุ้นจะมีความผันผวนมากที่สุดในเดือนตุลาคมเมื่อพิจารณาจาก VIX Index ที่จะมีการแกว่งขึ้นมากที่สุดในเดือนตุลาคมเมื่อเทียบกับเดือนอื่นๆ เช่นเดียวกับ SET index ที่จะแกว่งมากที่สุดในเดือนตุลาคมเมื่อเทียบกับเดือนอื่นๆของปี (อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย)
.
VIX Index คืออะไร? วันนี้มาทำความรู้จักกัน
.
ค่าความผันผวน (Volatility) เป็นค่าที่ใช้ชี้วัดความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นว่ามีการแกว่งตัวมากน้อยขนาดไหน ยิ่งแกว่งตัวกว้างมาก ยิ่งมีความผันผวนมาก และถ้าราคาแกว่งตัวน้อย ก็ถือว่ามีความผันผวนน้อย
.
ยกตัวอย่างหุ้นสองตัวมีราคาเท่ากัน 10 บาท สมมติในช่วงหนึ่งเดือน หุ้น A ราคาแกว่งขึ้นลงระหว่าง 5 บาทถึง 15 บาท ส่วนหุ้น B ราคาแกว่งขึ้นลงระหว่าง 9 บาทถึง 11 บาท จากตัวอย่างนี้หุ้น A ย่อมมีความผันผวนมากกว่าหุ้น B (ผันผวนไม่ได้แปลว่าลงอย่างเดียว แต่ขึ้นๆลงๆ ยิ่งแกว่งมากกว่ายิ่งผันผวนมากกว่า)
.
ความผันผวนสามารถคำนวณด้วย 2 วิธีการ 1)คือคำนวณจากข้อมูลราคาในอดีตแล้วสะท้อนออกมาเป็นค่าความผันผวน ซึ่งอาจจะเป็นค่า ‘ส่วนเบียงเบนมาตรฐาน’ (หรือ Standard Deviation) ซึ่งการคำนวณความผันจากข้อมูลในอดีตนี้ จึงได้ออกมาเป็น ‘Historical Volatility’
.
วิธีที่ 2)มาจากความเข้าใจที่เรามีต่อราคาของ Options ว่าราคาของ Options สามารถประเมินมาจากปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหุ้นเช่น ราคาปัจจุบัน ราคาใช้สิทธิ์ เวลา อัตราดอกเบี้ย และค่าความผันผวน (Black-Scholes Model) ดังนั้นถ้าเรามีราคาของ Options และมีข้อมูลของปัจจัยอื่นๆ เราสามารถ ‘derive’ ค่าความผันผวนได้จากข้อมูลจริง เรียกว่า ‘Implied Volatility’
.
VIX Index เป็นค่า Implied Volatility ที่ถูกคำนวณมาจาก สัญญา Options ของดัชนี S&P500 อายุ 30 วัน ดังนั้น VIX Index จึงสามารถใช้เป็นค่าคาดหวังความผันผวนที่จะเกิดขึ้นของตลาดหุ้นในอนาคตข้างหน้าได้
.
แม้ว่า VIX Index จะคำนวณมาจากข้อมูลของดัชนี S&P500 ซึ่งเป็นดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐฯ แต่ VIX Index ก็ถูกใช้โดยนักลงทุน นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนทั่วโลก เพื่อเป็นดัชนีชี้วัดความเสี่ยง ความกังวล ความกลัวที่เกิดขึ้นในตลาด สำหรับการตัดสินใจลงทุน หรืออาจะเรียกได้ว่าเป็น ‘Fear Gauge’ หรือ ‘Fear Index’
.
ในทางปฏิบัติ VIX Index ปรับจะขึ้นสะท้อนถึงความกลัวที่มากขึ้นขณะที่ตลาดหุ้นก็จะมีทิศทางปรับลดลง ในทางกลับกันช่วงที่ตลาดหุ้นดีๆ VIX Index ก็จะปรับตัวลงมานิ่งๆเช่นกัน

อ้างอิง https://www.investopedia.com/terms/v/vix.asp

หรือฟังผ่าน Podcast

ฟังผ่าน Soundcloud https://soundcloud.com/charoenjit-c/prosperous-ep143-vix-index-fear-gauge

ฟังผ่าน Spotify https://open.spotify.com/episode/2dz77K086RoEY6il7Kwh9g?si=u687zBhmRuCHB8BZ41G4MQ

รู้จักกับ Credit Rating สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้

จากบทความที่เขียนในเพจครับ…

การลงทุนในตราสารหนี้เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอและมีความเสี่ยงต่ำกว่าตราสารทุน (หุ้น) โดยได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย และมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้

ผู้ออกตราสารหนี้สามารถแบ่งออกเป็นตราสารหนี้ภาครัฐฯ (พันธบัตร) และตราสารหนี้ภาคเอกชน (หุ้นกู้)

สำหรับพันธบัตรรัฐบาลสามารถพูดได้ว่าเป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระ (Risk Free) ส่วนหุ้นกู้ซึ่งออกโดยเอกชนจะมีความเสี่ยงมากกว่า และสามารถพิจารณาได้จากอันดับเครดิต หรือ Credit Rating

เรตติ้งจะถูกจัดทำโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ในไทยมี 2 แห่งคือ TRIS กับ Fitch ส่วนระดับนานาชาติได้แก่ Moddy’s และ S&P ซึ่งหลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดี

เรตติ้งที่บริษัทหรือหุ้นกู้ได้รับจะสะท้อนความเสี่ยงในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสารนั้นๆ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ Investment Grade และ Speculative Grade หรือ High Yield Bond

ระดับ Investment Grade คือหุ้นกู้ที่ได้รับเรตติ้งระดับ AAA ลงมาจนถึง BBB- ส่วนกลุ่ม High Yield คือหุ้นกู้ที่ได้รับเรตติ้งระดับ BB+ ลงไปจนถึง D รวมถึงตราสารหนี้ที่ไม่ได้จัดอันดับเครดิต (Unrated Bond)

เรตติ้งที่สูงแสดงถึงระดับความเสี่ยงที่ต่ำ ผู้ออกย่อมให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าหุ้นกู้ที่มีเรตติ้งต่ำกว่าจึงต้องจูงใจผู้ซื้อด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า

นักลงทุนต้องติดตามเรตติ้งของหุ้นกู้ที่ตนเองลงทุนหรือสนใจเพราะอันดับเครดิตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด และส่งผลต่อระดับราคาของหุ้นกู้ที่นักลงทุนถืออยู่หรือสนใจจะเข้าซื้อในตลาดรอง

อ้างอิง : http://www.thaibma.or.th/EN/Investors/Individual/Blog/2019/06082019.aspx

หรือฟังเป็น Podcast :

ฟังผ่าน Soundcloud https://soundcloud.com/charoenjit-c/prosperous-ep140-credit-rating

ฟังผ่าน Spotify https://open.spotify.com/episode/3vDwM8KkcylIMxuYYdVXhE?si=zeKVgY0WSUK_al7l2YcfHg

กองทุนหุ้นยั่งยืน (SEF) ที่จะมาแทนหลังกองทุน LTF หมดการให้สิทธิประโยชน์

ช่วงนี้มีไอเดียที่จะเอาเนื้อหาที่เคยเขียนไว้ในเพจ Charoenjit มาลงใน Blog ด้วย ขอเริ่มต้นด้วยบทความนี้เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

+++++++++++++++++++++++++++

กองทุน LTF จะสิ้นสุดสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปี 2562 นี้ และกองทุนประเภทใหม่ที่จะมาทดแทนคือกองทุนหุ้นยั่งยืน (SEF) กำลังอยู่ในขั้นตอนการขออนุมัติจากกระทรวงการคลัง วันนี้มารู้จักกองทุนใหม่นี้กันครับ

สภาธุรกิจตลาดทุน (FETCO) ได้นำเสนอกองทุนหุ้นยั่งยืน (SEF) เพื่อมาทดแทนกองทุน LTF ในฐานะกองทุนที่ให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี อยู่ในช่วงรออนุมัติจากกระทรวงการคลัง

LTF VS SEF

สิ่งที่เหมือน
ผู้ลงทุนใน LTF และ SEF ยังคงต้องถือครอง 7 ปีปฏิทินเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

สิ่งที่แตกต่าง
1)นโยบายการลงทุนของ LTF คือลงทุนไม่ต่ำกว่า 65% ในหุ้นไทย ส่วนนโยบายการลงทุนของ SEF คือลงทุนไม่ต่ำกว่า 65% ในหุ้นที่อยู่ในดัชนีหุ้นยั่งยืน (SETTHSI) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IFF)

2)ผู้ลงทุนสามารถซื้อ LTF ได้ไม่เกิน 15% ของรายได้และไม่เกิน 500,000 บาท ขณะที่สามารถซื้อ SEF ได้ไม่เกิน 30% ของรายได้และไม่เกิน 250,000 บาท

การเพิ่มสัดส่วนเงินลงทุนต่อรายได้และลดเพดานการลงทุนลงก็เพื่อลดช่องว่างระหว่างผู้มีรายได้สูงกับผู้มีรายได้ต่ำ และให้รัฐเก็บภาษีจากผู้มีรายได้สูงมากขึ้น

คาดว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบกองทุนจะทำให้มีเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นลดลงจากประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็น 2.95 หมื่นล้านบาทต่อปี

แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีกองทุนใดมาทดแทนเพราะจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น

+++++++++++++++++++++++++++

ขอบคุณข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย

เอาลงไว้ใน Podcast ด้วย ฟังรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน EP132 ครับ…

ฟังผ่าน Soundcloud หรือฟังผ่าน Spotify

Sell in May

1527769386485
ยอดซื้อขายของนักลงทุนใน SET เดือนพฤษภาคม 2561 เครดิต : รูปภาพจากกลุ่มไลน์ @newss

มีโอกาสมาส่งท้ายเดือนพฤษภาคมขอพูดถึงการลงทุนในหุ้น ซึ่งหลายคนอาจเคยได้ยินวลีที่ว่า

Sell in May and go away…

ซึ่งหมายถึงกลยุทธ์ที่แนะนำให้เราขายหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม โดยกลยุทธ์นี้ก็เกิดขึ้นจากการเก็บข้อมูลในตลาดต่างประเทศ ทีนี้ลองดูว่าปีนี้ เกิดขึ้นกับบ้านเราหรือไม่ เราโฟกัสกันที่นักลงทุนต่างชาติครับ

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าต่างชาติขายหนักจริงๆ รวมเดือนนี้ขายหุ้นไทยไปสุทธิกว่า 5หมื่นล้านบาท (จริงๆปีนี้ขายทุกเดือนแต่เดือนนี้ก็หนักที่สุด) และหากพิจารณาเป็นรายวันพบว่ามียอดซื้อสุทธิในรายวันเพียงแค่ 2 วัน

ส่วนดัชนีหุ้น SET บ้านเราเมื่อเจอแรงขายหนักๆก็เกินต้านทาน ปรับลดลงจากสิ้นเดือนเมษายนที่ 1,780.11 เหลือ 1,726.97 หรือร่วงไป 2.99%

เก็บไว้เตือนใจปีหน้า สงสัยต้อง Sell in May and go away บ้างแล้ว…

Downside Risk

bag

เค้าโครงจากเรื่องจริง…

ชายคนหนึ่งจะออกไปทำธุระแต่เช้า ก็เตรียมตัวออกจากบ้านตามปกติ

สวมเสื้อเชิ้ต กางเกงสแลคขายาวสีดำ

ในมือมีกระเป๋าถือสีดำใส่เอกสาร กระเป๋าสตางค์ใส่กระเป๋าหลังด้านขวา

เตรียมเศษเหรียญไว้ 10 บาทสำหรับขึ้นรถเมล์อยู่ในกระเป๋าหน้าด้านขวา

แล้วในกระเป๋าหน้าด้านก็มีลูกอมอีกสองเม็ด

ช่วงที่เขารอรถเมล์นั้นเป็นช่วงตี 5 เล็กน้อย ฟ้ายังไม่สว่าง คนก็ยังไม่มี

ทันใดนั้น!!! มีชายอีกคนหนึ่งขับมอเตอร์ไซด์มาจอดเทียบ

ส่งเสียงขู่พร้อมบอกให้ส่งของมีค่าให้ นี่มันโจรชัดๆ

พูดไม่ทันขาดคำ โจรก็ดึงกระเป๋าถือสีดำจากมือชายคนนั้น

พร้อมๆกับที่เขาหยิบเหรียญ 10 บาทพร้อมลูกอมส่งให้

….โจรไม่ได้สนใจกระเป๋าสตางค์ที่ใส่อยู่ในกระเป๋าหลังเลย

….อาจด้วยกระเป๋าถือสีดำของเขานั้นดูสวยและเป็นทางการ

….โจรเลยได้ไปแค่กระเป๋าและเอกสารในนั้น บวกเงินสิบบาทและลูกอม

++++++++++++++++++++++++

โจรลงทุนเสี่ยงสุดๆ กลับได้ไปแค่เงิน 10 บาทและลูกอม 2 เม็ด

มองเผินๆอาจรู้สึกว่า ก็ไม่ได้เสียอะไร แถมได้ไป 10 บาทด้วย

แต่จริงๆแล้วมีความเสี่ยงสูงมากคือถ้าถูกจับ

โอกาสที่โจรจะได้เงินจากการปล้นครั้งนี้ คือ Upside risk ไม่สูงมาก

เพราะคนมารอขึ้นรถไปธุระจะขนเงินสดมาสักเท่าไร

ในขณะที่ความเสี่ยงของการลงทุนปล้นครั้งนี้ หรือ Downside risk เยอะมาก

คือโดนจับ!!!

เปรียบเทียบแล้วไม่ค่อยคุ้มเท่าไร…

++++++++++++++++++++++++

เหมือนการเก็งกำไรในหุ้นบางกรณี

หุ้นเล็กๆ ไม่มีปัจจัยพื้นฐาน วิ่งฉวัดเฉวียนในตลาด

เข้าไปเก็งกำไรเร็ว ก็อาจจะได้เล็กน้อย Upside risk ไม่เท่าไร

แต่ถ้าพลาดขึ้นมา โอกาสขาดทุน พอร์ตเสียหายมีมาก Downside risk สูง

ตัวอย่างของโจรคนนี้น่าจะสะท้อนความเสี่ยงในการเก็งกำไรในหุ้นได้ครับ

ค่าขนม

boy-clipart-saving-money-18.jpg

สมัยตอนอยู่ ป.6 ผมได้ค่าขนมไปโรงเรียน 20 บาทครับ ผ่านมาแล้ว 17 ปี ตอนนี้ไปดูของหลานซึ่งอยู่ ป.6 เหมือนกัน คุณแม่ของเขาซึ่งเป็นพี่สาวผมให้ค่าขนมไปโรงเรียน 40 บาทครับ

แสดงว่าที่ผ่านมา 17 ปีนี่ค่าขนมเพิ่มขึ้นมา 20 บาทหรือคิดเป็น 200% หรือเพิ่มขึ้นปีละ 4.16% CAGR

+++++++++++++++++

CAGR หรือ Compound Anuual Growth Rate คำนวณมาเพื่อแสดงอัตราการเติบโตของราคาสินทรัพย์ใดๆเพื่อให้ทราบเป็นอัตราแบบ ต่องวด (ในทีนี้คือต่อปี) ช่วยให้แปลงภาพจากผลตอบแทนก้อนๆใหญ่ๆตลอดระยะเวลาที่ลงทุน มาเป็นอัตราเท่าๆกันทุกปี มีประโยชน์สำหรับใช้เปรียบเทียบการลงทุน มีวิธีการคำนวณดังนี้

[(มูลค่าปลายงวด/มูลค่าต้นงวด)^(1/จำนวนปี)]-1

*การยกกำลัง 1 หารด้วยจำนวนปีก็คือสแควร์รูทที่…จำนวนปี นั่นเอง

จากตัวอย่างค่าขนม มูลค่าปลายงวดคือ 40 มูลค่าต้นงวดคือ 20 จำนวนปีคือ 17 ปี

40/20=2, 1/17=0.0588 จะได้ 2^0.0588=1.0416 เอามาลบ 1 ได้ 1.0416-1 = 0.0416 = 4.16% คืออัตราการเติบโตของค่าขนมเท่ากับ 4.16% ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา (อ้าว! มากกว่าเงินเฟ้อหรือเปล่าต้องลดลงเปล่าเนี้ย 555โหดกะเด็ก)

+++++++++++++++++

CAGR ช่วยให้การพิจารณาผลตอบแทนจากการลงทุนเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อมีการลงทุนต่อเนื่องหลายปีหลายงวด ช่วยให้เกิดความ smooth มากขึ้นแม้ผลการลงทุนระหว่างทางจะมีความผันผวนเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงและมีพลิกขาดทุนในบางงวดก็ตาม

หลายคนลงทุน LTF ต้องถือกองทุนไป 7 ปี รู้สึกใจตุ๊มๆต่อมๆบางปีก็กำไรเป็นบวก บางปีก็ลงไปติดลบรู้สึกว่าลงทุนไปจะใช้ได้ไหมเนี่ย ผ่านมา 7 ปี จาก 50,000 ขึ้นมาเป็น 60,000 ก็รู้สึกว่าอะไร ได้แค่หมื่นเดียวเองตั้ง 7 ปี ปรากฏว่าไปคำนวณตามสูตรได้

[(60,000/50,000)^(1/7)]-1 = [1.2^0.1429]-1 = 2.64% ต่อปี ก็ทำให้เห็นภาพรวมของผลการลงทุนได้ อาจจะเอาไปเทียบกับกองทุนอื่น หรือเปรียบเทียบกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เราได้รับ เป็นต้น

หรือจะเอาไปใช้เปรียบเทียบในการที่เราถืออสังหาฯแล้วขาย หรือวัดประสิทธิภาพในการลงทุนของพอร์ตหุ้นก็ได้ครับ

ตัดขาดทุน

business-3066442__480.jpg

ช่วงนี้ตลาดหุ้นบ้านเราดีครับ ส่วนมากเป็นการปรับขึ้นมากกว่าปรับลง แล้วหุ้นหลายตัวก็ขึ้นแรงมาก แต่ขณะเดียวกันในระดับโลกพวกสกุลเงินดิจิตอลกลับปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ลดลงกว่าครึ่งหนึ่งจากจุดสูงสุด

สาเหตุไม่อาจทราบได้แต่ถ้าใครไปลงทุนเอาไว้ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เช่น bitcoin ก็คงขาดทุนหนัก

การขาดทุนไม่เป็นที่พึงประสงค์ของนักลงทุน แต่เมื่อการขาดทุนมาถึงในจุดหนึ่งที่เรียกกันว่า จุดตัดขาดทุน (stoploss) คำแนะนำทางด้านการลงทุนส่วนใหญ่ที่มักจะแนะนำให้ปฏิบัติตาม คือให้เราขายแบบขาดทุนออกไปเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะมากกว่านี้

แต่การทำ stoploss ก็ยากอีก ยากตรงทำใจ ทำให้นักลงทุนส่วนมากปล่อยไว้และเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

วันนี้จึงอยากจะแชร์ให้ระมัดระวัง ไม่ว่าเราจะกำลังลงทุนในหุ้นไทยอยู่ หรือแม้กระทั่งเงินดิจิตอล หรืออื่นๆ หากราคาลดลงแรงๆผิดจากความคาดหมายหรือกลยุทธ์ของเรา เราจำเป็นต้องตัดขาดทุน เพราะหากเรายิ่งปล่อยให้ขาดทุนมากเท่าไร เรายิ่งต้องทำผลตอบแทนให้มากขึ้น เพื่อให้พอร์ตกลับมาที่เดิม

และนี่คือผลตอบแทนที่ต้องการเพื่อทำให้เงินต้นกลับไปที่เดิม

CapitalProtection1

รูปจาก : https://www.biznews.com

หากเราขาดทุน 10% เราต้องทำผลตอบแทน 11% เพื่อพอร์ตกลับไปเท่าเดิม ถ้าขาดทุนที่ 40% ต้องทำผลตอบแทนถึง 67% และหากปล่อยให้การลงทุนขาดทุนถึงระดับ 50% ต้องลงทุนให้ได้กำไร 100% เลยทีเดียว!!!

ฝากไว้เป็นแนวทางสำหรับการลงทุนครับ…