เวลาไม่เท่ากัน

pexels-photo-271818.jpeg

ณ 6.00 น. บนเตียง ผมหลับตา 5 นาที ตื่นขึ้นมาเป็นเวลา 6.30

ณ 14.00 น. ที่ทำงาน ผมหลับตา 5 นาที ตื่นขึ้นมาเป็นเวลา 14.01

ทำไมเวลาไม่เท่ากัน!!!

ขำขำ…สุขสันต์วันจันทร์ครับ

Puffins

…วันนี้มาดูอะไรน่ารักๆกันครับ

ด้วยว่าอยากจะให้เหล่านกพัฟฟินกลับมาอาศัยอยู่ที่เกาะ ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงนำนกตัวปลอม (พัฟฟินดัมมี่) ไปวางไว้บนเกาะแถบชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ก็เพราะว่านกพัฟฟินเป็นสัตว์สังคม มันจะเลือกไปอาศัยอยู่บนเกาะก็เมื่อเห็นว่ามีพัฟฟินตัวอื่นอาศัยอยู่แล้ว ดัมมี่เองดูไกลๆก็สมจริงอยู่ แต่พอเข้ามาดูใกล้ๆแล้วก็ผิดไปจากความจริงเยอะพอสมควร แถมยังตั้งอยู่บนขาข้างเดียวอีกต่างหาก ด้วยความเป็นสัตว์สังคมเจ้าพัฟฟินตัวนี้อยากจะดูเหมือนเพื่อนใหม่ของมัน จึงเกิดเป็นภาพน่ารักๆนี้ครับ

pufpix-2-e1493142985733-1024x796.jpg

อ้างอิง http://mistressoftheanimals.scientopia.org/2017/04/25/puffins/

Better Man

เมื่อเดือนที่ผ่านมาผมได้ของขวัญวันเกิดจากภรรยาเป็นนาฬิกาข้อมือ Xiaomi Amazfit Bip ด้วยว่าอยากจะให้ออกกำลังกายหรืออย่างไรก็พบว่าฟังก์ชันของนาฬิกานี้สามารถวัดข้อมูลเกี่ยวสุขภาพร่างกายหลายอย่าง

20181001_180918

สามารถวัดจำนวนก้าวเดิน

สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจ

สามารถวัดระยะทางที่เดินในแต่ละวัน (เป็น กม.)

20181001_181002.jpg

สามารถวัดการเผาผลาญพลังงาน

สามารถแจ้งเตือนเมื่อเรานั่งนานเกิน 1 ชม. (ซึ่งจะเห็นได้ว่าวันนี้ผมถูกเตือนไป 4 ครั้ง ฮ่าๆๆ)

เครื่องมือเหล่านี้สามารถวัด นับและแจ้งเตือน ประโยชน์ก็เพื่อนำไปใช้เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตัวเอง (ในด้านร่ายกาย)

++++++++++++++++++++

ผมเลยมีไอเดีย (ซึ่งไม่น่าจะทำได้จริง) ว่าถ้ามันมีเครื่องมืออะไรที่จะนับอะไรบางอย่างฝ่ายจิตใจล่ะ

วันนี้คิดลบไปกี่ครั้ง

วันนี้ถอนหายใจไปกี่หน

วันนี้มองคนอื่นไม่ดีไปกี่ที

วันนี้พูดร้ายใส่คนรอบข้างกี่คำ

วันนี้เอาเปรียบคนอื่นกี่อย่าง

นับสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายที่จะช่วยให้เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตัวเอง (ด้านจิตใจ) ได้

แต่ในฐานะที่ยังไม่มีเครื่องมือแบบนี้ เมื่อรู้แล้วว่ามาตรวัดตัวไหนเราจะออกมาไม่ดี ก็ตั้งหลักให้เป็น 0 โดยไม่ต้องใช้เครื่องวัดเลยจะดีกว่า

Lord, I’m doing…all I can. To be a better man.

บันทึกการเดินทาง – JapanFirstTime Part.11 : Tokyo Disneysea

FB_IMG_1534348675806.jpg

วันที่สามเราไปเที่ยว Tokyo Disneysea กันครับ

Disneyland หรือ Disneysea

เนื่องจากเวลาเรามีน้อย เราจัดโปรแกรมสำหรับ Disney หนึ่งวัน ดังนั้นจึงต้องเลือกว่าจะไปที่ไหนดี ที่เราทราบคือธีมของ Disneyland จะออกแนวน่ารักเด็กๆ ส่วน Disneysea จะเป็นแบบ Adventure เน้นเครื่องเล่นที่มีความตื่นเต้นมากกว่า และด้วยพวกเราได้เคยไปเที่ยวด้วยกันที่ Hongkong Disneyland กันมาแล้ว ได้ดูพาเหรดและพลุกันแล้ว และคิดว่า Disneysea ก็มีเฉพาะที่โตเกียวด้วย ดังนั้นรอบนี้จึงตัดสินใจเลือกที่ Disneysea เน้นไปเล่นเครื่องเล่นกันดีกว่าครับ

1534348381091
Tokyp Disneysea

Disney Fastpass

ถึงแม้จะอยู่กันเต็มๆวันแต่ใช่ว่าเราจะได้เล่นเครื่องเล่นกันครบง่ายๆเพราะแต่ละอย่างคนต่อคิวเยอะมาก แต่ด้วยสิ่งที่เรียกว่า Disney Fastpass จะช่วยให้เราสามารถเล่นบางเครื่องเล่นได้โดยไม่ต้องต่อคิว โดยเจ้า Fastpass (FP) นี้จะเป็นบัตรให้เรากดตามเครื่องเล่นที่เราสนใจ (จะมี FP ให้กดเฉพาะเครื่องเล่นที่คนรอเยอะๆนะครับ) เมื่อกดแล้วบัตรจะบอกว่าเราสามารถกลับมาเล่นเครื่องเล่นนี้ได้ในเวลากี่โมง เมื่อถึงเวลานั้นเราก็ถือบัตรนี้มาเข้าเล่นเครื่องเล่นนี้ได้โดยไม่ต้องรอคิว จะมีช่องสำหรับ FP ให้เราเดินเข้าไปได้เลย ส่วนช่วงเวบาที่ยังไม่ถึงเวลาของเครื่องเล่นนี้ เราก็ไปทำอย่างอื่นได้ครับ ทั้งนี้ในบัตร FP จะบอกด้วยว่าเราสามารถกด FP ครั้งต่อไปได้ตอนกี่โมง (ส่วนมากต้องเว้น 1-2 ชม.ครับ)

20180815_224445.jpg
หน้าตาของ Fastpass ซึ่งจะบอกเวลาที่เราจะกลับมาเล่น แล้วบอกเวลาที่จะกด FP ในครั้งถัดไปครับ

การเดินทาง

เราออกเดินทางกันตั้งแต่เวลา 7.00 น. ไปลงใต้ดินที่สถานี Naka-okachimachi เพื่อไปยังสถานี Hatchobori ขึ้นรถไฟ JR ไปลงที่ Maihama และต่อด้วย Disney Resort Line ซึ่งมี 4 สถานีวิ่งเป็นวงกลม โดย Disneysea อยู่สถานีสุดท้าย

20180729_080037.jpg
บนรถไฟก็ตกแต่งได้บรรยากาศ Disney แล้ว

Note : ตรงนี้เพื่อความรวดเร็วแล้วไม่ต้องซื้อบัตรขึ้นรถไฟหลายครั้ง (เพราะคนเยอะและเรารีบ) เราซื้อบัตร Suica มัดจำ 500 เยนและเติมเงิน 1,500 เยน ซึ่งสามารถใช้ในการจ่ายได้ทั้ง JR และ Disney Resort Line  เวลาคืนบัตรเราไปคืนที่สนามบินได้ครับเป็นตู้รับ จะได้เงินมัดจำคืน 500 เยน แต่ว่ามีค่าคืน 220 เยน ดังนั้นควรใช้ให้เหลือน้อยที่สุด เช่น ถ้ามีเงินในบัตรเหลือรวมมัดจำ 1,000 จะได้คืน 1,000-220 = 780 เยน แต่ถ้าเหลือ 540 ก็ได้คืน 500 เยนเป็นต้นครับ นอกจากจะใช้จ่ายค่ารถไฟแล้วก็สามารถนำไปซื้อของอย่างอื่นที่รับบัตร Suica ด้วยเช่นกัน

เข้า Park

เราเห็นอาการมาตั้งแต่บนรถไฟแล้วว่าคนเดินทางมา Disney เยอะมาก โดยในวันนี้ park เปิดตั้งแต่ 8.00 น. (เราสามารถ check มาก่อนนะครับว่าแต่ละวันเวลาเปิด-ปิดกี่โมง http://www15.plala.or.jp/gcap/disney/ ลองศึกษาดูจะมีการพยากรณ์อากาศและคาดการณ์จำนวนคนที่เข้า park ในแต่ละวันด้วยครับ มีทั้ง Disneyland และ Disneysea) เมื่อลงจากรถไฟแล้วก็มาต่อแถว เตรียมบัตรที่เราจองและ print มา ใช้ QR code ในการสแกนเข้าครับ (คนเยอะเห็นแล้วตกใจครับ)

 

ใช้เวลาไม่นานครับก็เข้าประตูมาได้ วันนี้เราจะอยู่ใน Disneysea กันทั้งวัน จะเป็นอย่างไรและเล่นเครื่องเล่นอะไรกันบ้าง ตอนหน้ามาว่ากันต่อครับ

บันทึกการเดินทาง – JapanFirstTime Part.10 : ของหายได้คืน

สองตอนที่ผ่านมาเล่าถึงการท่องเที่ยวในวันที่2ของทริปญี่ปุ่น หลังจากเที่ยวมาตลอดทั้งวันแล้วมาจบที่การกินซูชิร้าน Midori ในย่าน Shibuya ผมและภรรยามีเหตุให้ต้องกลับไปที่ร้าน Blue Bottle Coffee อีกครั้งสาเหตุเพราะนึกขึ้นได้ว่าลืมของครับ!!!

กระเป๋าตังค์

ก่อนอื่นต้องย้อนไปตอนเช้าที่เราไปกินราเมนกันที่ร้านตรงข้ามโรงแรม ช่วงกำลังจะจ่ายเงินน้องของเราคนนึงนึกว่าลืมเอากระเป๋าตังค์มาจากห้องจึงยืมคนอื่นจ่ายไปก่อนแล้วกลับไปหาที่ห้องอีกครั้ง ปรากฏว่าหาไม่พบครับ

สุดท้ายจึงกลับมาถามที่ร้านราเมนอีกครั้งก็พบว่าหล่นอยู่ในร้านครับซึ่งทางพนักงานก็เก็บเอาไว้ให้อย่างดี

กระเป๋าใหม่

กลับมาที่ช่วงบ่ายหลังจากที่เราช้อปปิ้งกันที่ Takeshita Street คุณภรรยาซื้อกระเป๋ามาใบหนึ่งแล้วเราก็มานั่งกันที่ร้าน Blue Bottle และเนื่องจากคนเยอะเราจึงต้องนั่งกระจายกันก็ทำให้ดูข้าวของกันตกหล่น มานึกขึ้นได้อีกทีตอนกำลังจะถึงคิวกินซูชิครับ

จากประสบการณ์ของน้องในช่วงเช้าทำให้เรายังมั่นใจได้ระดับหนึ่ง เราจึงไปนั่งกินซูชิกันก่อนแล้วจึงจะค่อยกลับไปดูที่ร้านกาแฟครับ

ก็ปรากฏว่าเป็นอย่างที่เราคิดครับ เมื่อเรากลับไปถึงร้านกาแฟ แจ้งพนักงานที่ร้านว่าเราลืมกระเป๋าไว้ (เราเตรียมรูปถ่ายไว้สำหรับยืนยันกับทางร้าน) ซึ่งทางร้านก็ไปนำมาให้จากหลังร้าน โดยไม่ได้เรียกดูอะไรครับ

ข้อคิดที่ได้

1)เป็นประสบการณ์ให้เราทราบว่าสังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ปลอดภัยและเราไว้วางใจได้ในระดับสูงครับ

2)แต่ยังไงก็ตามไปต่างบ้านต่างเมืองก็ต้องระมัดระวังให้มากอยู่ดีครับ แม้ว่าเราจะต้องทำอะไรแข่งกับเวลาหรือจะเที่ยวจนเหนื่อย แต่ถ้าเกิดการสูญหาย ความสูญเสียก็ไม่ใช่น้อยครับ ในเคสนี้ทรัพย์สินในกระเป๋าตังค์ กับ กระเป๋าใหม่ทั้งใบ ก็น่าเสียดายอยู่นะครับ หรือกรณีอื่นๆเช่นเอกสารสำคัญ/passport ตั๋วรถ สินค้าที่ซื้อมาใหม่ๆก็ล้วนมีมูลค่าและมีความสำคัญทั้งสิ้นครับ

1534002356513.jpg
กลัวของหายก็ต้องเอากระเป๋ามาไว้ข้างหน้าแบบนี้แหละครับ (ไม่ใช่ใบนี้นะครับที่หาย)

ตอนหน้ามาต่อวันที่ 3 ไปเที่ยว Tokyo Disneysea กันครับ

บันทึกการเดินทาง – JapanFirstTime Part.9 : Day2 Omotesando-Shibuya

ตกบ่ายๆหลังจากเดินเที่ยว-กิน-ช้อปใน ย่าน Harajuku/Takeshita Street พวกเราเดินต่อเนื่องมาแถวย่าน Omote-sando ซึ่งเป็นย่านหรู มีร้านค้าแบรนด์เนมมากมาย ซึ่งตรงนี้เราจะไปดื่มกาแฟกันครับ

พวกเราแยกกันเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งไปยังร้าน Cafe Kitsune ส่วนอีกกลุ่มซึ่งมีผมด้วยมาแวะที่ร้าน Blue Bottle coffee วันนี้ดื่มกาแฟ cold brew ครับ

1533919530107.jpg
บรรยากาศในร้านเปิดให้เห็นการชงกาแฟ
1533919487613.jpg
cold brew เย็นๆในแก้วที่มีสัญลักษณ์ของร้าน

นั่งพักที่ร้านกาแฟสักครู่พวกเราฝ่าฝนลงใต้ดินอีกครั้งเพื่อนั่งรถไฟ 1 สถานีไปที่ Shibuya เรามองหาห้าง Mark City Shibuya แล้วขึ้นไปชั้น 4 เพื่อมากินซูชิที่ร้าน Midori Sushi ซึ่งต้องใช้เวลารอคิวพอสมควรเลยครับ

1533920229953.jpg
ร้าน Midori Sushi

เราได้นั่งหน้าเคาเตอร์ทำให้ได้เห็นเชฟปั้นซูชิกันสดๆ เชฟชาวญี่ปุ่นสุภาพ เป็นกันเองและมีพลังตลอดเวลา เราเลือกสั่งกันคนละชุด รอไม่นานก็ได้กินกันโดยไม่ลืมที่จะถ่ายรูปเก็บไว้ (ขอบคุณรูปจากกล้องของน้องที่ไปด้วยกันนะครับ รูปสวยเลย) สรุปได้ว่าปลาสด คำใหญ่ อร่อย คุ้มค่าราคาซึ่งไม่แพงเลยครับ

หลังจากจบมื้ออาหารพวกเราแยกกันอีกครั้ง บางคนกลับไป Ueno บางคนไป Akihabara ส่วนผมและภรรยามีเหตุให้ต้องกลับไปที่ร้านกาแฟ Blue Bottle อีกครั้ง (เดี๋ยวมาเล่าให้ฟัง) และกลับมาเดินซื้อของในย่าน Shibuya ต่อค่อยเดินทางกลับที่พักครับ เป็นอันจบโปรแกรมวันที่ 2

บันทึกการเดินทาง – JapanFirstTime Part.8 : Day2 Asakusa-Harajuku-Takeshita Street

1533831719721

เราเริ่มต้นวันที่สองของทริปตั้งแต่เวลาเช้าครับ กลุ่มของเรานัดพบกัน 7.30 น. ก่อนจะเดินไปกินที่ร้านราเมนเปิด 24 ชม. ซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงแรม เช้าวันนี้ฝนตกครับ

20180728_075800
มีร้านเปิด 24 ชม. ใกล้ๆก็สะดวกดีครับ ตอนเช้าบรรยากาศยังเงียบอยู่

ตั้งแต่วันที่2เป็นต้นไปเราแบ่งกันเที่ยวอิสระ กลุ่มใหญ่ 32 คนของเราถูกแบ่งกันออกเป็น 2-3 สายซึ่งก็แล้วแต่ใครจะไปไหน หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว เราเดินทางไป Asakusa ด้วยรถไฟสาย Ginza นั่งสุดสายใช้เวลาไม่นานครับ

มาถึง Asakusa สมาชิกของเราก็เข้าไปด้านในวัด Sensoji ส่วนผมกับภรรยาไม่ได้เข้าไปก็มาแวะที่ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว (Asakusa Culture Tourist Information Center) ซึ่งอยู่ตรงข้ามวัดและมีจุดชมวิวที่ชั้น 8 จริงๆมีร้านกาแฟด้วยแต่ตอนไปยังไม่เปิดครับ

20180728_091818
วัด Sensoji จากชั้น 8 ในเช้าวันฝนตก
20180728_091831.jpg
จากจุดนี้จะเห็น Tokyo Sky Tree ซึ่งโดนหมอกบังเหลือแต่ฐานครับ

สักพักเราก็มาพบกับเพื่อนๆอีกครั้งและเดินหาของกินบนถนนนากามิเสะ (Nakamise) มีอะไรอร่อยๆหลายอย่างครับ ตอนนี้คนเริ่มมากันเยอะแล้ว

จบจากที่ Asakusa เราลงรถไฟสาย Ginza อีกครั้งไปลงที่ Omote-sando แล้วเปลี่ยนสายเล็กน้อยไปที่ เพื่อ Meiji-jingumae “Harajuku” เพื่อจะแวะไปศาลเจ้าเมจิครับ

1533865733245.jpg
ด้านหน้าศาลเจ้าเมจิ
1533865723815.jpg
ทางเดินเข้าไปด้านใน ต้นไม้ร่มรื่นมาก

ตรงนี้เพื่อนๆเราเข้าไปด้านใน แล้วจะนัดพบกันอีกครั้งเพื่อไปเดินเที่ยวที่ Takeshita Street ซึ่งอยู่ไม่ไกล ผมกับภรรยาจึงล่วงหน้าไปก่อน เราไปซื้อของกันใน Daiso ครับได้มาหลายอย่าง ช่วงเวลานี้ฝนตกหนักสลับเบาครับ

FB_IMG_1533831847947
Takeshita Street

พอเพื่อนๆมาถึงก็ได้เวลาช้อปปิ้งครับ ตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า เกม นาฬิกาตรงนี้มีครบ และมีโอกาสผ่านไปชิม Marion Crapes ชื่อดังด้วยครับ

ตลอดช่วงเช้าถึงเที่ยงๆเราใช้เวลาที่ Takeshita Street/Harajuku กัน ช่วงบ่ายจะไปดื่มกาแฟและกินซูชิ เดี๋ยวตอนหน้ามาต่อครับ

1533865720067.jpg
Day2 ยังไม่หมด มาต่อตอนหน้าครับ